รีวิวThe End of the Pale Hour

รีวิวThe End of the Pale Hour หยุดรักไว้ที่วันนั้น จั่วหัวเป็นหนังรัก แต่กลับทิ่มใจวัยทำงาน

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ประเภทหนัง :: ดราม่า / โรแมนติก
ผู้กำกับ :: ฮานะ มัตสึโมโตะ
นำแสดงโดย :: ทาคูมิ คิตะมูระ, ยูอินะ คูโระชิมะ, ยูกิ อิโนอูเอะ
ความยาวหนัง :: 1 ชั่วโมง 46 นาที
กำหนดฉายในไทย :: 24 กุมภาพันธ์ 2022 

ภาพรวมหนัง
🎥ภาพรวมหนัง
7/10
🎥การเล่าเรื่อง
7/10
🎥การสร้างเรื่อง
7/10
🎥บทภาพยนต์
7/10
The End of the Pale Hour

รีวิวThe End of the Pale Hour ช่วงนี้บ้านเรามีการจัดงานเทศกาลหนังญี่ปุ่นขึ้นติดๆ กันเลยทีเดียว ทำให้มีโปรแกรมหนังญี่ปุ่นหลายเรื่องได้มีโอกาสฉายออกสู่สายตาคอหนังค่อนข้างหนาตายิ่งขึ้น และในสุดสัปดาห์นี้ก็เป็นคิวของอีกหนังญี่ปุ่นเรื่องดีที่เพิ่งจะสร้างความประทับใจผู้ชมไปช่วงวันปีใหม่ที่ผ่านมา กับหยุดรักไว้ที่วันนั้น ที่ฟังจากชื่อเรื่องแล้ว หลายคนคงจะต้องคิดว่าเป็นหนังรักญี่ปุ่นแน่นอน แต่เมื่อได้ลองไปสัมผัสดูกับตาตัวเองก็กลายเป็นว่า…นี่เป็นหนังที่ไม่ใช่อย่างที่คิด แต่กลับเป็นที่กระแทกเข้าไปถึงหัวใจคนวัยทำงานได้อย่างลึกซึ้่งทีเดียว

The End of the Pale Hour

รีวิวThe End of the Pale Hour หยุดรักไว้ที่วันนั้น เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มที่ตกหลุมรักกับหญิงสาวแปลกหน้า หลังจากที่พบกันในงานเลี้ยงรุ่นหลังเรียนจบ พวกเขาตกลงที่จะออกเดตกันทุกๆ สุดสัปดาห์ ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำไปจนถึงรุ่งเช้า เป็นเสมือนโมงยางแห่งช่วงเวลาต้องมนต์ของพวกเขา จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2 ปี หญิงสาวคนนั้นก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีแม้แต่คำร่ำลาสักคำ

The End of the Pale Hour

นักแสดง ทาคูมิ คิตะมูระ นักแสดงหนุ่มเจ้าบทบาทที่มาเจอหนังชีวิตแบบนี้กลายเป็นแนวถนัดของเขาเลยทีเดียว ด้วยคาแรกเตอร์ของเขาที่เหมาะกับบทนี้เป็นพิเศษ ทำให้ทั้งสีหน้า-แววตาและอารมณ์ต่างๆ ที่ถ่ายทอดออกมาในหนังนั้น ยิ่งเสริมพลังทำให้คนดูเชื่อในตัวละครนี้มากยิ่งขึ้น ต้องขอบคุณทักษะและความเป็นมืออาชีพในการเป็นนักแสดงของเขาจริงๆ และเขาก็สามารถแบกรับหนังทั้งเรื่องนี้เอาไว้แทบจะเพียงลำพังไปได้ตลอดรอดฝั่งเลยทีเดียวจะว่าไปแล้ว  เป็นอะไรที่เหมาะกับคนวัยทำงานเป็นที่สุด หลากหลายแง่มุมที่ได้เลือกมานำเสนอในหนัง อาจจะตรงกับชีวิตจริงของผู้ชมบางคนก็เป็นไปได้ ไม่ว่าจะประเด็นความรักที่เข้าใจยาก หรือภาวะหมดแพสชั่นในการทำงาน หลายๆ องค์ประกอบของหนังสามารถสื่อสารออกมาค่อนข้างมีความเป็นมนุษย์สูง จะว่าเป็นหนังฟีลกู้ดไม่ใช่ เพราะนี่น่าจะเป็นหนัง ‘เรียลฟีล’ ที่สะท้อนชีวิตบางคนได้มากกว่า

The End of the Pale Hour

แค่อ่านเรื่องย่อของหนังก็ยิ่งตอกย้ำว่านี่เป็นหนังรักแน่ๆ แต่เนื้อในของหนังนั้น…ไม่ได้มีแค่ประเด็นนั้นเท่านั้น หนังได้ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีชื่อเดียวกันของ มิซาฮิโกะ คาสึเสะ ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2020 โดยได้ คาซุฮิสะ โคเดระ  มาปรุงแต่งเขียนบทหนังขึ้นให้ และได้นักแสดงสาวที่หันไปเอาดีด้านงานเบื้องหลัง ฮานะ มัตสึโมโตะ เป็นผู้กำกับ โดยผลงานชิ้นนี้นับว่าเป็นหนังยาวเรื่องที่ 2 ของเธอ หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์กำกับซีรีส์มาหลายเรื่อง คงจะไม่กล่าวหาว่าหนังใส่หน้าหนังเอาไว้หลอกๆ เพราะอันที่จริงประเด็นโรแมนซ์ในหนังก็เป็นองค์ประกอบที่เด่นชัดอยู่เช่นเดียวกัน เพียงแต่เมื่อได้มาดูโดยรวมแล้ว  กลับกลายเป็นหนังสไตล์  จากวัยมหาวิทยาลัยที่เรียนจบ และก้าวมาสู่วัยผู้ใหญ่ที่เริ่มต้นชีวิตกับอาชีพแรกที่นับว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตหลายๆ คน และองค์ประกอบนี้เองได้ทำให้หนังเรื่องนี้เสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงเรื่องได้เป็นอย่างดี การเล่าเรื่องของหนังที่มองโดยรวมแล้วก็อาจจะรู้สึกธรรมดาๆ แต่เมื่อได้ลองนำเอาองค์ประกอบต่างๆ มารวมเข้าด้วยกัน ก็จะพบว่า The End of the Pale Hour มีเทคนิคในการสื่อสารเรื่องราวได้อย่างลึกซึ้งอย่างคาดไม่ถึง โดยใช้เพียงตัวละครเดียวในการดำเนินเรื่องเป็นแกนหลัก ที่นำพาหนังทั้งเรื่องเกือบ 2 ชั่วโมง เดินประคับประคองไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย และประเด็นที่กัดกินใจคนหนุ่มสาววัยทำงานที่เพิ่งจะเริ่มตั้งต้นกับตำแหน่งงานแรกของตัวเองเชื่อว่าหนังเรื่องนี้อาจจะสะกิดต่อมและโดนใจผู้ชมที่อยู่ในช่วง เจน Y กับ เจน Z เป็นพิเศษสักหน่อย เพราะช่วงวัยของตัวละครนี้น่าจะคาบเกี่ยวกับอยู่ทั้งสองเจเนอเรชั่นนี้ และสภาวะสังคมและมุมมองต่างๆ ก็สะท้อนถึงการใช้ชีวิตของคนรุ่นนี้ได้อย่างดี จากที่เตรียมจะเข้ามาเสพหนังรักญี่ปุ่น ก็กลายมาเป็นหนังชีวิตของชายหนุ่มที่กำลังหัดยืนด้วยลำแข้งตัวเองในช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่เริ่มต้น มีสอดแทรกความท้าทายเรื่องที่ทำงานและเรื่องชีวิตส่วนตัวเอาไว้ได้อย่างกลมกล่อม

โดยภาพรวม The End of the Pale Hour หยุดรักไว้ที่วันนั้น ไม่ใช่หนังรักจ๋าๆ แต่ก็สามารถทำเซอร์ไพรส์ให้ได้ไม่น้อย แม้ว่าการถ่ายทอดและเล่าเรื่องจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้รีบร้อนใดๆ เล่าไปตามทิศทางลมเบาที่กำลังกลมกล่อม บางครั้งอาจจะรู้สึกเบื่อได้กับการเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยเร่งสปีดของหนังเท่าไหร่ แต่คนดูจะสัมผัสได้ถึงเหตุและผลที่หนังเลือกจะเล่าเรื่องด้วยอัตราความเร็วเพียงเท่านั้น และทุกๆ ซีนของหนังต่างกำลังตกอยู่ในช่วงเวลาต้องมนต์ตามชื่อเรื่องอยู่นั้นเอง

🎥รับชมตัวอย่างหนัง : The End of the Pale Hour

ติดตามรีวิวหนังใหม่ : รีวิวหนัง

รับชมหนังใหม่เพิ่มเติมได้ที่ : ดูหนังใหม่2022