รีวิวSpiderhead

รีวิวSpiderhead ได้เวลาหาทางหนี การทดลองสุดทะเยอทะยาน

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ประเภทหนัง :: ดราม่า / ระทึกขวัญ
ผู้กำกับ :: โจเซฟ โคซินสกี้
นำแสดงโดย :: ไมล์ส เทลเลอร์, คริส เฮมสเวิร์ธ, เจอร์นี สมอลเล็ตต์-เบลล์
ความยาวหนัง :: 1 ชั่วโมง 56 นาที
กำหนดฉายในไทย :: 17 มิถุนายน 2022

ภาพรวมหนัง
🎥ภาพรวมหนัง
7/10
🎥การเล่าเรื่อง
7/10
🎥การสร้างเรื่อง
7/10
🎥บทภาพยนต์
7/10
Spiderhead

รีวิวSpiderhead หลังจากที่เพิ่งประสบความสำเร็จ อย่างสูงจากการทำหนังภาคต่อบินโฉบเฉี่ยวกวาดเงิน ในโรงหนังอยู่ตอนนี้ ผู้กำกับ โจเฟซ โคซินสกี้ ก็ตามมาด้วยผลงานหนังใหม่ของเขาที่ปรับโหมดไปจากเดิม ไม่น้อยทีเดียวใน ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน ที่ถ่ายทอดออกมาด้วยเส้นแบ่งบาง ๆ ระหว่างถ้าไม่ชอบก็คือเกลียดไปเลย

Spiderhead

รีวิวSpiderhead เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ในเรือนจำสุดล้ำสมัยที่บริหารงานโดย สตีฟ แอ็บเนสตี ผู้มีวิสัยทัศน์ที่เฉียบแหลม ผู้ต้องขังจะต้องสวมอุปกรณ์ ศัลยกรรมติดอยู่กับตัวเพื่อให้สามารถรับยาเปลี่ยนจิตใจได้แลกกับการได้ลดหย่อนโทษ ที่นี่ไม่มีลูกกรง ไม่มีการคุมขัง และไม่มีชุดนักโทษสีส้ม ภายในสไปเดอร์เฮด อาสาสมัครผู้ ถูกจองจำมีอิสระที่จะเป็นตัวของตัวเองเสมอจนกระทั่งถึงเวลาที่อาจไม่มีอิสระอีกต่อไป บางครั้งก็เป็นตัวเองในแบบที่ดีกว่า อยากผ่อนคลายใช่ไหม ที่นี่มียาช่วยได้ พูดไม่ออกเหรอ มียาที่ช่วยได้ด้วยเหมือนกัน แต่เมื่อ 2 นักโทษ เจฟฟ์ และ ลิซซี่ สร้างสายสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันมากขึ้น เส้นทางสู่การไถ่โทษ จึงกลับพลิกผันยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่การทดลองของแอ็บเนสตีก็เริ่มไปไกลเกินขอบเขตของเจตจำนงเสรี

Spiderhead

นักแสดง ไมล์ส เทลเลอร์ เฉิดฉายไปด้วยเสน่ห์ที่น่าค้นหา ในขณะที่ คริส เฮมสเวิร์ธ ก็พยายามพลิกคาแรกเตอร์ของตัวเองในรูปแบบใหม่ ๆ เช่นเดียวกับ เจอร์นี สมอลเล็ตต์เบลล์ ก็ถ่ายทอดออกมาได้ดี แม้ว่าโดยรวมบทบาทของแต่ละคนนั้น ยังถูกนำเสนอมาแค่เพียงระดับผิวเผินเท่านั้น ทั้งที่สามารถขยี้ไปให้ได้สุดได้กว่านี้

Spiderhead

เรื่องนี้ดัดแปลงมาจาก เรื่องสั้นแนวดิสโทเปียของ จอร์จ ซานเดอร์ ที่ตีพิมพ์ใน ที่ได้ เรตต์ รีส กับ พอล เวอร์นิค 2 นักเขียนจาก มาช่วยขยายความให้ แบบว่าให้พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ  มีคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ อยู่ไม่น้อย แต่ภายในโครงสร้างนั้นก็เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานในความคิดของตัวเองอยู่มาก ออกมาเป็นหนังระทึกขวัญไซไฟที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำหนังใส่ความดิสโทเปียตามแบบต้นฉบับของบทความมาด้วย แน่นอนว่าเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยากมากที่จะทำหนังออกมาอย่างไรให้เรียกความสนใจผู้ชมได้ ต้องสารภาพว่าช่วงครึ่งแรกของหนังที่เป็นการปู เรื่องนั้นค่อนข้างน่าเบื่อ หนังพยายามยัดใส่ข้อมูลต่าง ๆ ในแนวทางการทดลองเข้ามาให้คนดูแบบที่ไม่ได้วางพื้นฐานใด ๆ มาก่อน จึงเป็นองค์ประกอบที่ผู้ชมอาจจะไม่ได้รู้สึกอินกับส่วนนี้ได้สักเท่าไหร่ แต่กระนั้นหนังในช่วงครึ่งหลังถือว่าดูดีขึ้นมาหน่อย หลังจากที่ได้ผ่านจุดเปลี่ยน สำคัญของเรื่องและจุดเครื่องเรื่องราวของหนังขึ้นมาพอได้แล้ว จังหวะการเล่าเรื่องและอารมณ์ระหว่างตัวหนังกับคนดูก็เริ่มที่จะส่งเสริมขึ้นมาหน่อย แม้ว่าจะยังไม่ใช่จุดที่อุดรอยรั่วของหนังที่สมบูรณ์แบบขึ้นแต่อย่างใด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังไม่สามารถกระเทาะเปลือก และนำพาผู้ชมไปถึง จุดปลายทางที่ยังทำได้ไม่ถึง อย่างที่บอกว่าคงเป็นงานที่ยากไม่น้อย ในการคิดค้นหาวิธีเล่าเรื่องในหนัง ออกมาให้กลมกล่อม บนพื้นฐานของเรื่องราวที่ เต็มไปด้วยความจัดจ้านที่แฝงไปด้วยนัยยะต่าง ๆ มากมาย แต่หนังเรื่องนี้กลับยังแตะไม่ถึงจุดนั้น ทั้งที่มีหลายองค์ประกอบที่น่าค้นหาและสามารถขยายความไปได้ไกลกว่านี้ สุดท้ายก็กลายเป็นเพียงหนังดราม่าลึกลับแนวเดิม ๆ ที่เราเคยเห็นและเคยดูไม่จบมาหลายเรื่อง

โดยภาพรวม Spiderhead ถ้าไม่ชอบก็คือเกลียดไปเลย แต่สำหรับเรานั้น ไม่เชิงว่าเกลียดนั้นเรื่องนี้ เพราะไม่มีจุดไหนที่รู้สึกเช่นนั้น เพียงแต่หนังที่น่าจะมีเสน่ห์แต่กลับเล่าออกมาได้ยังขาดเสน่ห์ไปสักหน่อย กระนั้นหนังก็ยังไม่ถึงกับเป็นเรื่องที่โปรดปราน มันออกจะเป็นหนังที่อยู่แค่ในระดับกลาง ๆ ใส่สูตรสำเร็จเข้ามาเบา ๆ ไม่ได้รู้สึกอินและยังไม่ได้สร้างความจดจำอะไรได้สักเท่าไหร่

🎥รับชมตัวอย่างหนัง : Spiderhead

ติดตามรีวิวหนังใหม่ : รีวิวหนัง

รับชมหนังใหม่เพิ่มเติมได้ที่ : ดูหนังใหม่2022